สาวๆวัยรุ่นกับภาวะโลหิตจางๆ หรือเปล่า?
สเตฟานี โอลี่ย์ พร้อมอธิบายให้เราฟังว่าเด็กสาววัยรุ่นที่มีพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้นมีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอย่างไร
ภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นอาการที่พบเห็นได้บ่อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุภาพสตรี
เมื่อระดับธาตุเหล็กในร่างกายลดลงต่ำเกินไปก็จะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ในภาวะเช่นนี้หัวใจจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด และปริมาณออกซิเจนที่ถูกส่งไปยังเซลต่างๆในร่างกายจะลดลง ทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อย
เด็กสาววัยรุ่นมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากเป็นพิเศษสำหรับการเจริญเติบโต และส่วนหนึ่งเป็นเพราะเสียธาตุเหล็กไปกับประจำเดือน และอีกส่วนหนึ่งเพราะเด็กสาววัยนี้ส่วนมากมักมีแนวโน้มจะทดลองทานอาหารที่ไม่เหมาะสมมากกว่าเด็กผู้ชาย
เจนนิเฟอร์ สมาร์ท นักธรรมชาติบำบัดผู้ให้คำปรึกษาของ Blackmores อธิบายว่า “วัยรุ่นชอบทดลอง เช่นอยากลองอาหารมังสวิรัต หรืออาหารประเภทใหม่ๆ แต่บางครั้งอาหารที่เลือกก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป”
อเล็กซ์ แกรห์ม ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและนักโภชนาการสายธรรมชาติบำบัดประจำ Liverpool Women's Health Centre ที่นครซิดนีย์เห็นพ้องกับเจนนิเฟอร์ว่า “จากการทำงานของผม ผมได้พบกับสาววัยรุ่นที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาหารและระบบเมตาโบลิซึมมากมายและหลากหลาย เด็กผู้หญิงจำนวนมากมีสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะธาตุเหล็กต่ำ”
ตัวอย่างหนึ่งก็คือเครื่องดื่มซ่าๆที่มีคาเฟอีนและเป็นที่นิยมดื่มกันระหว่างมื้ออาหาร “กรดฟอสฟอริกและคาเฟอีนเมื่อประกอบกันแล้วจะส่งผลเสียต่อเมตาโบลิซึมของธาตุเหล็ก” แกรห์มกล่าวพร้อมเสริมว่าอาจมีผลต่อสุขภาพของกระดูกในระยะยาวด้วยเช่นกัน
ธาตุเหล็กคืออะไร
ธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโปรตีนที่จำเป็นสำหรับการนำออกซิเจนไปสู่อวัยวะและกล้ามเนื้อที่สำคัญ ออกซิเจนนั้นเป็นพลังงานและยังมีการศึกษามากมายที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธาตุเหล็ก ความสามารถทางความคิดและภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ยกตัวอย่างเช่นการศึกษาหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ของ John Hopkins University School of Medicine ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็พบว่าการได้รับธาตุเหล็กเสริมทำให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นนักเรียนหญิงในระดับมัธยมศึกษาที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กในระดับไม่รุนแรงสามารถทำการทดสอบเกี่ยวกับการพูดและความจำได้ดีขึ้น
วิธีการเพิ่มปริมาณธาตุเหล็ก
ร่างกายสามารถดูดซึมเหล็กในรูปแบบของ “ฮีม” (ซึ่งพบได้ในผลิตภัณฑ์จากสัตว์) ได้เร็วกว่าเหล็กที่ไม่อยู่ในรูปของฮีม (ซึ่งพบได้ในผลิตภัณฑ์จากพืช) และมีปริมาณต่อหน่วยบริโภคที่มากกว่าด้วย ธาตุเหล็กที่ไม่อยู่ในรูปฮีมควรรับประทานควบคู่กับวิตามินซีเพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น ลองดูตารางสรุปข้างใต้นี้แล้วลองคำนวนดูว่าในวันหนึ่งๆคุณได้รับธาตุเหล็กปริมาณเท่าใดดูนะคะ
| แหล่งที่มาของธาตุเหล็ก |
มิลลิกรัม |
| ซีเรียลพร้อมรับประทาน เสริมธาตุเหล็ก 100% ¾ ถ้วย (190 มล.) |
18.0 มก. |
| โอ๊ตมีลกึ่งสำเร็จรูป เสริมธาตุเหล็ก 1 ถ้วย (250 มล.) |
10.0 มก. |
| ถั่วเหลืองสุกต้ม 1 ถ้วย (250 มล.) |
8.8 มก. |
| ถั่วเลนทิลต้ม 1 ถ้วย (250 มล.) |
6.6 มก. |
| หอยนางรมชุบแป้งขนมปังทอด 6 ตัว |
4.5 มก. |
| เนื้อสันคอวัวไม่ติดมันอบ 90 กรัม |
3.2 มก. |
| ผักโขมแช่แข็งนำมาต้ม ½ ถ้วย (125 มล.) |
1.9 มก. |
| ทูน่าครีบน้ำเงินสดปรุงสุกด้วยความร้อนแห้ง 90 กรัม |
1.1 มก. |
| อกไก่ย่าง 90 กรัม |
1.1 มก. |
| ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น |
0.9 มก. |
| ขนมปังขาวเสริมสารอาหาร 1 แผ่น |
0.9 มก. |
*ที่มา: Office of Dietary Supplements, National Institute of Health, USA,
http://ods.od.nih.gov/factsheets/iron.asp
รู้หรือไม่ว่า?
- อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงจะมีสารอาหารอื่นๆที่ช่วยเพิ่มกำลังให้แก่ร่างกายด้วย อาทิ วิตามินบี 12, ซิงค์ และแมกนีเซียม
- ร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กที่ไม่ได้อยู่ในรูปฮีม (จากพืช) ได้ดีที่สุดเมื่อรับประทานพร้อมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง ในขณะที่ แทนนิน (สารเคมีรสขมในพืช) จะมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย
- ดังนั้นจึงควรรับประทานโอ๊ตมีลพร้อมกับน้ำส้ม แล้วเว้นเวลา 1-2 ชั่วโมงก่อนที่จะดื่มชาหรือกาแฟ