Three people smiling

อาการก่อนมีประจำเดือน (Pre-Menstrual Syndrome)

ผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 75 ต้องประสบกับอาการก่อนมีประจำเดือนหรือที่เรียกว่า PMS และมากกว่าครึ่งจะมีอาการรุนแรงซึ่งส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิต อาการ PMS คืออาการของร่างกายที่เกิดขึ้นประมาณ 7 – 10 วันก่อนการมีประจำเดือนและอาการจะหายไปเองหลังเริ่มมีประจำเดือน 2-3 วัน อาการก่อนมีประจำเดือนในผู้หญิงแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไปขึ้นกับช่วงอายุ

อาการของโรค

ลักษณะของอาการก่อนมีประจำเดือนมีดังนี้

  • อยากอาหารมากขึ้น
  • ตัวบวมหรือบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  • หน้าอกคัดตึง เจ็บ
  • เป็นสิว
  • ปวดศีรษะและปวดหลัง
  • ระบบขับถ่ายผิดปกติ
  • วิตกกังวลและร้องไห้
  • มีความเครียด หดหู่
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดโมโหง่าย และมีพฤติกรรมก้าวร้าว
  • นอนไม่หลับ
  • ง่วงนอนและอ่อนเพลียง่าย
  • คลื่นไส้และวิงเวียน
  • ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ

โดยส่วนมากผู้หญิงจะมีอาการ 2-3 อย่างดังข้างต้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้อาการนี้แย่ลงได้ เช่น ในผู้หญิงที่เพิ่งให้กำเนิดบุตร แท้งบุตรหรือทำแท้ง และในช่วงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน นอกจากนี้ผู้หญิงที่หยุดรับประทานยาคุมกำเนิดอาจมีอาการก่อนมีประจำเดือนได้เช่นกัน

สาเหตุ

รอบประจำเดือนในหนึ่งรอบประกอบด้วยสามระยะ คือ ระยะพัฒนาการการเจริญเติบโตของไข่หรือระยะฟอลลิคิวล่า (Follicular phase) ระยะตกไข่ (Ovulation phase) และระยะลูทีล (Luteal phase) หรือระยะหลั่งฮอร์โมน อาการก่อนมีประจำเดือนเกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในระยะลูทีล ซึ่งจะเริ่มต้นหลังจากระยะตกไข่หรือประมาณวันที่ 14 หลังจากประจำเดือนมาสำหรับผู้ที่มีรอบเดือน 28 วัน

ขณะนี้ยังมีการวิจัยในอาการของอาการก่อนมีประจำเดือนอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาว่าเหตุใดผู้หญิงบางรายจึงไม่มีอาการและเพื่อเข้าใจถึงสาเหตุของอาการนี้ต่อไป ส่วนปัจจัยที่ในปัจจุบันทราบว่าที่มีผลต่อการเกิดอาการก่อนมีประจำเดือนมีดังนี้

  • ร่างกายขาดวิตามินบี 6 และกรดไขมันที่จำเป็น
  • ขาดความสมดุลของแคลเซียมและแมกนีเซียมในร่างกาย
  • ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ไม่สมดุล
  • การแพ้อาหาร
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนชนิดอื่นนอกจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เช่น อาการหน้าอกคัดอาจเกิดจากความไม่สมดุลของโปรแลคตินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการสร้างน้ำนม

การรักษาอาการก่อนมีประจำเดือนจะเป็นการรักษาตามอาการและผลกระทบที่มีต่อชีวิตประจำวัน คุณจึงควรอธิบายถึงลักษณะอาการที่พบและสิ่งที่เป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตให้แก่แพทย์เพื่อทำการจ่ายยาที่เหมาะสม

ธรรมชาติบำบัด

  • สมุนไพรไวเท๊กซ์ แอกนัส แคสตัส (Vitex agnus-castus) ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน และช่วยป้องกันหรือลดอาการก่อนมีประจำเดือน
  • การขาดกรดไขมันที่จำเป็น เช่น กรดไขมันในน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส และวิตามินบีรวมโดยเฉพาะวิตามินบี 6 ส่งผลทำให้เกิดอาการเกี่ยวเนื่องกับอาการก่อนมีประจำเดือน
  • แครมพ์บาร์ค (Cramp bark) และแบล็คโคฮอชส์ (Black cohosh) คือสมุนไพรที่ช่วยแก้อาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการของตะคริว ทั้งนี้แมกนีเซียมอาจช่วยได้เช่นกัน
  • โครเมียมช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล และอาจช่วยลดอาการอยากน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต
  • ไฮเปอริคัม (Hypericum) ช่วยในการลดความเครียดและความกระวนกระวายใจที่มาจากอาการก่อนมีประจำเดือน

การรักษา

การป้องกันที่สำคัญของการรักษาอาการก่อนมีประจำเดือน คือ หลีกเลี่ยงคาเฟอีน จากการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่บริโภคคาเฟอีนเป็นประจำมีโอกาสมีอาการก่อนมีประจำเดือนขั้นรุนแรงมากกว่าผู้หญิงทั่วไปถึง 4 เท่า ควรค่อย ๆ ลดปริมาณคาเฟอีนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเลิกกะทันหัน และดื่มน้ำเปล่าสะอาดวันละ 6 -8 แก้วทุกวัน

ในผู้หญิงส่วนใหญ่ การเพิ่มอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจน ( Phytoestrogens) หรือไอโซฟลาโวน ( Isoflavones) ในมื้ออาหารสามารถช่วยป้องกันอาการก่อนมีประจำเดือนได้ ซึ่งแหล่งอาหารที่ดีที่สุดมาจากผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น มิโซะ เต้าหู้ ขนมปังและซีเรียลที่ทำจากถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอา��ารที่มีส่วนผสมของถั่วเหลืองก็อาจช่วยได้เช่นกัน

นอกจากนี้ควรรักษาระดับสารอาหารในร่างกายให้เหมาะสมด้วยการรับประทานวิตามินรวมและแร่ธาตุสูตรสำหรับผู้หญิง ซึ่งประกอบด้วยวิตามินบี 6 แมกนีเซียมและแคลเซียม วันละ 3,000 มิลลิกรัม หรือรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสก็ช่วยป้องกันอาการก่อนมีประจำเดือนได้เช่นเดียวกัน

หมายเหตุสำคัญ

อาการก่อนมีประจำเดือนขั้นรุนแรงอาจบ่งบอกถึงโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ได้ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ ดังนั้นหากมีอาการรุนแรงหรือรักษาด้วยตนเองตามที่แนะนำข้างต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม

ค้นหาเคล็บลับสุขภาพ